วิเคราะห์: จะเกิดอะไรในวุฒิสภาเมื่อ 26 สว. ถูกสั่งฟ้อง "คดีโกงเลือก สว."

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
- Author, หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ
- Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
- Published
- เวลาอ่าน: 14 นาที
บรรยากาศในการประชุมวุฒิสภาช่วงเช้าวันนี้ (15 ก.ย.) เป็นไปอย่างเงียบเหงา แม้เสียงกดออดเรียกสมาชิกเข้าห้องประชุมดังขึ้นครั้งแรกในเวลา 09.28 น. แต่จำนวนสมาชิกที่ประจำการพร้อมในห้องประชุมจันทรายังดูโหรงเหรง
ขณะที่หน้าจอแสดงผลระบุว่ามี สว. มาร่วมลงชื่อเป็นองค์ประชุม 126 คน จากทั้งหมด 200 คน จึงได้เวลาที่นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา จะก้าวขึ้นบัลลังก์ในเวลา 09.31 น. และขอเปิดการประชุม เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรทัศน์ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรลงมติเห็นชอบแล้ว เป็นวาระแรก
นี่คือภาพที่เกิดขึ้นในสภาสูง หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติสั่งฟ้องผู้ถูกร้อง "คดีโกงเลือก สว." ทั้งหมด 77 คนต่อศาลฎีกา ในจำนวนนี้เป็น สว. 26 คน และ สส. พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 1 คน แต่สั่งไม่ฟ้องคณะกรรมการบริหารพรรค ภท., รมต., สส. รวมถึง "ครูใหญ่ค่ายน้ำเงิน" ที่ชื่อนายเนวิน ชิดชอบ
แม้จำนวนผู้ถูกร้องที่ กกต. ยกคำร้องจะมากกว่า โดยอยู่ที่ 152 คน แต่มติของ 7 กกต. หาใช่จุดสิ้นสุดของคดีนี้ไม่ แต่เป็นเพียง "สารตั้งต้น" ที่จะก่อให้เกิดความเคลื่อนไหวทั้งทางกฎหมายและทางการเมือง
กกต. มีเวลา 60 วันในการจัดทำคำวินิจฉัยให้แล้วเสร็จ ก่อนยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ถูกร้องต่อไป เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา ผู้ถูกกล่าวหาที่เป็น สว. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะพิพากษาว่าผู้นั้นมิได้กระทำผิด
บีบีซีไทยวิเคราะห์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในวุฒิสภาชุดที่ 13 หลังจากนี้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
26 สว. เป็นใคร มาจากไหน เข้าวุฒิสภาด้วยคะแนนเท่าไร
เมื่อบีบีซีไทยตรวจสอบรายชื่อ 26 สว. ที่ถูก กกต. สั่งฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ตามมาตรา 36 ประกอบ 70, 77 (1) และ (3), 79, 81 เทียบเคียงกับข้อมูลพื้นฐานและผลการลงคะแนนในการเลือกระดับประเทศรอบสุดท้าย (เลือกไขว้กลุ่ม) เมื่อ 26 มิ.ย. 2567 พบข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้
- สว. ที่ถูกสั่งฟ้องมาจาก 17 กลุ่ม โดยกลุ่ม 6 และกลุ่ม 17 มีผู้ถูกสั่งฟ้องมากที่สุด กลุ่มละ 3 คน ตรงนี้จะมีผลต่อการเลื่อนลำดับของ สว. สำรองมาเป็น สว. ตัวจริง หากศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตัดสินว่าผู้ถูกร้องเหล่านี้กระทำความผิดจริง
- มีเพียง 3 กลุ่มที่ไม่มีผู้ถูกสั่งฟ้องเลยคือ กลุ่ม 11, 12, 18
- จังหวัดที่มี สว. ถูกสั่งฟ้องมากที่สุดคือ จ. นครพนม 3 คน รองลงมาจังหวัดละ 2 คน มี 4 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย, สงขลา, สิงห์บุรี, นครศรีธรรมราช และมีอีก 13 จังหวัดที่มี สว. ถูกสั่งฟ้องจังหวัดละคน ได้แก่ สุรินทร์, นครสวรรค์, ศรีสะเกษ, อ่างทอง, พระนครศรีอยุธยา, ภูเก็ต, ลำปาง, หนองบัวลำภู, สุราษฎร์ธานี, เชียงใหม่, ลำพูน, ระนอง, อุทัยธานี
- มี สว. ที่ได้คะแนนเป็นอันดับที่ 1 ของกลุ่มตัวเอง 8 คนถูกสั่งฟ้อง ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีตัว "น้ำเงินเข้ม" รวมอยู่ด้วย
- มี สว. อยู่ 1 คนที่พ้นตำแหน่งไปแล้ว เพราะถูกศาลสั่งเพิกถอนสิทธิทางการเมืองไปจากคดีแจ้งข้อความอันเป็นเท็จในเอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร สว. แต่ยังปรากฏเป็นผู้ถูกร้องและถูกสั่งฟ้องในคดีนี้

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
รายชื่อทั้งหมด ได้แก่
กลุ่ม 1 (กลุ่มบริหารราชการแผ่นดินและความมั่นคง) 1 คน - พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา จ.สุโขทัย มีคะแนนเป็นอันดับที่ 4 ของกลุ่ม ได้ 71 คะแนน
กลุ่ม 2 (กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม) 2 คน - พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย จ.สุรินทร์ มีคะแนนเป็นอันดับที่ 1 ของกลุ่ม ได้ 68 คะแนน, นายเศก จุลเกษร จ.นครสวรรค์ มีคะแนนเป็นอันดับที่ 3 ของกลุ่ม ได้ 61 คะแนน
กลุ่ม 3 (กลุ่มการศึกษา) 2 คน - นายวิวัฒน์ รุ้งแก้ว จ.ศรีสะเกษ มีคะแนนเป็นอันดับที่ 3 ของกลุ่ม ได้ 63 คะแนน, นายสุเทพ สังข์วิเศษ จ.อ่างทอง มีคะแนนเป็นอันดับที่ 4 ของกลุ่ม ได้ 62 คะแนน
กลุ่ม 4 (กลุ่มสาธารณสุข) 1 คน - นางนงลักษณ์ ก้านเขียว จ.สุโขทัย มีคะแนนเป็นอันดับที่ 4 ของกลุ่ม ได้ 54 คะแนน
กลุ่ม 5 (กลุ่มอาชีพทำนาและปลูกพืชล้มลุก) 1 คน - นายสมศักดิ์ จันทร์แก้ว จ.นครศรีธรรมราช มีคะแนนเป็นอันดับที่ 1 ของกลุ่ม ได้ 60 คะแนน
กลุ่ม 6 (กลุ่มอาชีพทำสวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง) 3 คน - นายเตชสิทธิ์ ชูแก้ว สว. จ.นครศรีธรรมราช มีคะแนนเป็นอันดับที่ 1 ของกลุ่ม 68 ได้ คะแนน, น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มีคะแนนเป็นอันดับที่ 2 ของกลุ่ม ได้ 61 คะแนน, นายยะโก๊ป หีมละ จ.สงขลา มีคะแนนเป็นอันดับที่ 4 ของกลุ่ม ได้ 59 คะแนน
กลุ่ม 7 (กลุ่มพนักงาน หรือลูกจ้างของบุคคล ซึ่งไม่ใช่ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ) 1 คน - น.ส.เข็มรัตน์ สุรเมธีมาณพ จ.พระนครศรีอยุธยา มีคะแนนเป็นอันดับที่ 2 ของกลุ่ม ได้ 66 คะแนน
กลุ่ม 8 (กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านสิ่งแวดล้อม ผังเมือง อสังหาริมทรัพย์ สาธารณูปโภค พลังงาน) 1 คน - นายชีวะภาพ ชีวะธรรม จ.สิงห์บุรี มีคะแนนเป็นอันดับที่ 2 ของกลุ่ม ได้ 55 คะแนน
กลุ่ม 9 (กลุ่มผู้ประกอบกิจการขนาดกลางขนาดย่อม) 1 คน - นายนิพนธ์ เอกวานิช จ.ภูเก็ต มีคะแนนเป็นอันดับที่ 1 ของกลุ่ม ได้ 68 คะแนน
กลุ่ม 10 (กลุ่มผู้ประกอบกิจการอื่นนอกจากกิจการตามข้อ 9) 2 คน - นายโสภณ มะโนมะยา จ.สงขลา มีคะแนนเป็นอันดับที่ 1 ของกลุ่ม ได้ 73 คะแนน, พ.ต.ท.สง่า ส่งมหาชัย จ.ลำปาง มีคะแนนเป็นอันดับที่ 3 ของกลุ่ม ได้ 64 คะแนน
กลุ่ม 11 (กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจหรืออาชีพด้านการท่องเที่ยว) 0 คน
กลุ่ม 12 (กลุ่มผู้ประกอบอุตสาหกรรม) 0 คน
กลุ่ม 13 (กลุ่มผู้ประกอบอาชีพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การพัฒนานวัตกรรม) 1 คน - นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม จ.หนองบัวลำภู มีคะแนนเป็นอันดับที่ 1 ของกลุ่ม ได้ 66 คะแนน
กลุ่ม 14 (กลุ่มสตรี) 1 คน - น.ส.อัจฉรพรรณ หอมรส จ.สุราษฎร์ธานี มีคะแนนเป็นอันดับที่ 4 ของกลุ่ม ได้ 56 คะแนน
กลุ่ม 15 (กลุ่มผู้สูงอายุ คนพิการทุพพลภาพ ชาติพันธุ์) 1 คน - นายสมหมาย ศรีจันทร์ จ.นครพนม มีคะแนนเป็นอันดับที่ 6 ของกลุ่ม ได้ 50 คะแนน
กลุ่ม 16 (กลุ่มศิลปวัฒนธรรม ดนตรีการแสดง บันเทิง นักกีฬา) 2 คน - นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล จ.เชียงใหม่ มีคะแนนเป็นอันดับที่ 1 ของกลุ่ม ได้ 66 คะแนน, นายวิเชียร ชัยสถาพร อดีต สว. กลุ่ม 16 จ.ลำพูน มีคะแนนเป็นอันดับที่ 5 ของกลุ่ม ได้ 59 คะแนน (ถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปแล้ว)
กลุ่ม 17 (กลุ่มประชาสังคม องค์กรสาธารณประโยชน์) 3 คน - นายนิรุตติ สุทธินนท์ จ.ระนอง มีคะแนนเป็นอันดับที่ 1 ของกลุ่ม ได้ 63 คะแนน, นายสากล ภูลศิริกุล จ.นครพนม มีคะแนนเป็นอันดับที่ 4 ของกลุ่ม ได้ 56 คะแนน, นายภาณุพงษ์ เต็งวงษ์วัฒนะ จ.สิงห์บุรี มีคะแนนเป็นอันดับที่ 5 ของกลุ่ม ได้ 53 คะแนน
กลุ่ม 18 (กลุ่มสื่อมวลชน ผู้สร้างสรรค์วรรณกรรม) 0 คน
กลุ่ม 19 (กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน) 1 คน - นายสิทธิกร ธงยศ จ.นครพนม มีคะแนนเป็นอันดับที่ 3 ของกลุ่ม ได้ 65 คะแนน
กลุ่ม 20 (กลุ่มอื่น ๆ) 2 คน - นายอลงกต วรกี จ.อุทัยธานี มีคะแนนเป็นอันดับที่ 3 ของกลุ่ม ได้ 67 คะแนน, นายณัฐกิตติ์ หนูรอด จ.นครศรีธรรมราช มีคะแนนเป็นอันดับที่ 4 ของกลุ่ม ได้ 66 คะแนน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
"น้ำเงิน" ที่ถูกสั่งฟ้อง เข้มระดับไหน
เมื่อพิจารณาบทบาทในวุฒิสภาชุดที่ 13 ของบรรดา สว. ที่ถูกสั่งฟ้อง จะพบว่า ไม่ได้มีแต่สมาชิกปลายแถว แต่มีสมาชิกระดับ "ตัวกระทำการ" ทางการเมือง ซึ่งถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "น้ำเงินเข้ม"
ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา อดีตประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ทหารและความมั่นคงรัฐ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะ 36 สว. ผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้วินิจฉัย "คดีคลิปเสียงอังเคิล" ส่งผลให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ต้องพ้นจากเก้าอี้นายกฯ คนที่ 31 ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 29 ส.ค. 2568 จากพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ก่อนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) จะพลิกกลับมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล "เสียงข้างน้อย" และได้ขึ้นเป็นนายกฯ คนที่ 32 หลังจากนั้น
นายอลงกต วรกี อดีตประธาน กมธ.ติดตามบริหารงบประมาณ ซึ่งถูกเรียกขานว่า "สว. ตัวตึง- ฝีปากกล้า-เจ้าน้ำตา-ฝรั่งเศส" จากสารพัดวีรกรรมด้านการสื่อสารที่เกิดขึ้นทั้งในสภาและผ่านสื่อ จนสื่อมวลชนสายรัฐสภามอบตำแหน่ง "ดาวดับ" ให้ในการตั้งฉายาประจำปี 2568 เขามีบทบาทตอบโต้กลับ สว. นอกกลุ่ม และเข้าไปนั่งเป็น กมธ.ตรวจสอบประวัติผู้ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระและองค์กรอื่น ๆ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดหลายชุด
พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย ประธาน กมธ.กฎหมาย และการยุติธรรม เจ้าของวาทะ "ผมไม่ได้เอาหัวตั้งบนบ่าไว้อย่างเดียว" ซึ่งเคยยอมรับกับบีบีซีไทยว่าเขาถูกกำหนดให้เป็น "ตัวเปิดเกม" โดยเป็นคนแรก ๆ ที่คอยลุกขึ้นอภิปรายแสดงความเห็นกลางสภาในวาระต่าง ๆ ในช่วงที่เปิดประชุมสมัยแรกในปี 2567 เพื่อเป็นแนวทางให้แก่เพื่อน สว. หน้าใหม่ที่มาจากหลากหลายอาชีพ, คอยตอบโต้ สว. นอกกลุ่มใหญ่ที่พาดพิง "สว. สีน้ำเงิน", และยังเข้าไปร่วมเป็น กมธ.ตรวจสอบประวัติฯ องค์กรอิสระและองค์กรอื่น ๆ หลายชุดเช่นกัน
นอกจาก พล.ต.ท.บุญจันทร์ ยังมี สว. อีก 3 คนที่มีตำแหน่งประธาน กมธ. ในปัจจุบันที่ถูกสั่งฟ้องพร้อมกัน ประกอบด้วย นายชีวะภาพ, นายวิรรธน์, และนายนิรุตติ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
จับตา 4 เก้าอี้ ปธ.กมธ.-5 ประธานอนุ กมธ. ที่อาจว่างลง
แม้ 26 สว. ยังมีเวลาปฏิบัติหน้าที่ในสภาจันทราอย่างน้อย 60 วัน ระหว่างที่รอ กกต. จัดทำคำวินิจฉัยสำนวนการเลือก สว. ให้แล้วเสร็จและยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ถูกร้องที่ถูกสั่งฟ้อง แต่บีบีซีไทยเข้าใจว่าน่าจะมีการตระเตรียมคน-จัดวางโครงข่ายอำนาจใหม่เพื่อไม่ให้กลไกในวุฒิสภาต้องสะดุดหยุดลง
มาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กำหนดว่า เมื่อศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณา ผู้ถูกร้องที่เป็น สว. ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลฎีกาจะพิพากษาว่าผู้นั้นมิได้กระทำผิด เมื่อศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าผู้นั้นกระทำความผิดให้สมาชิกภาพของ สว. ผู้นั้นสิ้นสุดลงนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่
ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาของวุฒิสภาชุดนี้ มีการเปลี่ยนแปลงตัวประธาน กมธ.สามัญของวุฒิสภาไป 7 ชุด จากทั้งหมด 21 ชุด ทว่าเมื่อ สว. ที่ถูกสั่งฟ้องยึดครองเก้าอี้ประธาน กมธ. อยู่ 4 ตัว จึงต้องจับตามองว่าจะมีการจัดสรร-ส่งมอบตำแหน่งนี้ให้แก่ สว. รายใดต่อไป
สำหรับ 4 เก้าอี้ประธาน กมธ. ประกอบด้วย
- กมธ.กฎหมาย และการยุติธรรม (พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย)
- กมธ.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (นายชีวะภาพ ชีวะธรรม)
- กมธ.พาณิชย์ (นายวิรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล)
- กมธ.แรงงาน (นายนิรุตติ สุทธินนท์)

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
นอกจากนี้ยังมี สว. อื่น ๆ อีก 4 คนที่ถูกฟ้อง นั่งเป็นประธานอนุ กมธ. 5 ชุด และคาดว่าจะถูกเขย่าเก้าอี้ใหม่เช่นกัน ประกอบด้วย
- อนุ กมธ.การส่งเสริมการเรียนรู้ การศึกษาเอกชน การศึกษาพิเศษ และความเท่าเทียมทางการศึกษา ใน กมธ.การศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (นายวิวัฒน์ รุ่งแก้ว)
- อนุ กมธ.ด้านมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและประเพณี ใน กมธ.การศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม (นายวิวัฒน์ รุ่งแก้ว)
- อนุ กมธ.จัดหางานและพัฒนาฝีมือแรงงาน ใน กมธ.แรงงาน (นางนงลักษณ์ ก้านเขียว)
- อนุ กมธ.พิจารณาศึกษาการพัฒนากลยุทธ์การตลาดโคเนื้อครบวงจรเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน ใน กมธ.การเกษตรและสหกรณ์ (น.ส.มาเรีย เผ่าประทาน)
- อนุ กมธ. ด้านโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้านบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของประชาชน ใน กมธ.การปกครองท้องถิ่น (นายณัฐกิตติ์ หนูรอด)
แม้มติ กกต. ที่ออกมา ไม่ได้ทำให้สัดส่วนเสียงในสภาสูงหลุดลอยไปจากมือ สว. "สีน้ำเงิน" หรือมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่เสียงที่กำลังจะขาดหายไปในกรณี 26 สว. ต้อง "เว้นวรรค" การทำหน้าที่ เหลือสมาชิกปฏิบัติหน้าที่ได้เท่าที่มีอยู่ 174 คน อาจทำให้กลุ่ม "สีน้ำเงินกลาง-สีน้ำเงินอ่อน" หรือ "อิสระแปรพักตร์" มีอำนาจต่อรองเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเมื่อต้องลงมติในเรื่องสำคัญ ๆ

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
จาก "น้ำเงินเทียม" อาจลามถึง "น้ำเงินแท้"?
อีกประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามองคือแนวทางการต่อสู้คดีของ 26 สว. ว่าจะแยกกันต่อสู้หรือรวมกันต่อสู้ ซึ่ง น.ส.อัจฉรพรรณ หอมรส สว. จากสุราษฎร์ธานี ตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ว่าจะแยกการต่อสู้คดีใช่หรือไม่ โดยบอกว่า "ใช่ค่ะ"
นอกจากนี้ต้องดูว่าจะเกิดการขยายผลไปอย่างไร เพราะในช่วงที่ฝ่ายค้านและโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) ออกมาเปิดเผยข้อมูลของขบวนการโกงเลือก สว. ต่อสาธารณะ มี สว. อย่างน้อย 2 คนในภาคอีสานและภาคกลางที่บีบีซีไทยพูดคุยด้วยและอยู่ในกลุ่มที่ถูกสั่งฟ้อง ระบุว่า เขาไม่ได้ร่วมกับกลุ่มใหญ่ตั้งแต่ต้น แต่ทำมาเองจนผ่านรอบจังหวัด จากนั้นจึงเข้าร่วมกิจกรรมแนะนำตัวกับกลุ่มใหญ่หลังจากนั้น
"อีกสายของท่าน... เขาทำกันมา จัดตั้งกันมา พยานที่ไปขึ้นเวทีฝ่ายค้านก็เคยอยู่ในกลุ่มนั้น ผมเพิ่งมาทีหลัง ทำไมไม่ไปตรวจสอบดูบ้าง" สว. รายหนึ่งตัดพ้อกับบีบีซีไทยโดยพาดพิงถึงเพื่อน สว. ร่วมจังหวัด จึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามองว่าประเด็นนี้จะลุกลามจาก "น้ำเงินเทียม" ไปถึง "น้ำเงินแท้" หรือไม่เมื่อพยานหลักฐานต่าง ๆ ถูกนำไปพิสูจน์กันในชั้นศาลฎีกา
สำหรับ สว. เหล่านี้ถูกสั่งฟ้องใน 5 ข้อกล่าวหา ซึ่งไม่เพียงมีโทษตัดสิทธิทางการเมือง แต่ กกต. ยังให้ดำเนินคดีอาญาด้วย โดยมีโทษสูงสุดคือจำคุก 10 ปี
ข้อกล่าวหาที่ 3 แนะนำตัวไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่ กกต. กำหนด ตามมาตรา 36 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 70
ข้อกล่าวหาที่ 4 จัด ทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ ตามมาตรา 77 วรรคหนึ่ง (1)
ข้อกล่าวหาที่ 5 เลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด ตามมาตรา 77 วรรคหนึ่ง (3)
ข้อกล่าวหาที่ 6 เรียกหรือรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใดเพื่อลงสมัคร ตามมาตรา 79
ข้อกล่าวหาที่ 7 เรียก รับ หรือยอมจะรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใด ตามมาตรา 81

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ชะตากรรมของ 2 พยานรหัส
ในระหว่างการพิจารณาสำนวนคดีโกงเลือก สว. ของ กกต. มี สว. 2 คนได้ขอแปลงสถานะของตัวเองจาก "ผู้ถูกร้อง" เป็น "พยาน" โดยเข้าให้ถ้อยคำต่อคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่สำนักงาน กกต. กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)
ที่ผ่านมา สว. กลุ่มใหญ่พยายามเสาะหาว่าใครถูกกันตัวเอาไว้เป็นพยาน ท่ามกลางเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าเป็น "คนนอกกลุ่ม" แต่ไม่เคยมีคำยืนยันใด ๆ จากบุคคลที่ตกเป็น "ผู้ต้องสงสัย"
กระทั่ง กกต. เปิดแถลงมติเมื่อ 14 ก.ย. แม้นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ไม่ได้เอ่ยชื่อของ 2 สว. ที่ถูกกันตัวไว้เป็นพยานออกมาตรง ๆ โดยบอกใบเพียงว่าพยานรหัส 21/26 มาจาก จ.ขอนแก่น และพยานรหัส 22/26 มาจาก จ.พะเยา
แต่ไม่นานหลังจากนั้น นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ ได้เฉลยในระหว่างเปิดแถลงข่าวที่สำนักงานไอลอว์ว่า พยานรหัสทั้ง 2 ปากที่เขาเรียกว่า "พยานระดับเทียร์ 1" คือ นายอัษฎางค์ แสวงการ และนายขจรศักดิ์ ศรีวิราช และเตรียมเผยแพร่การให้ถ้อยคำของพยานทั้ง 2 คนนี้ด้วย
บีบีซีไทยตรวจสอบผลการเลือกระดับประเทศของ สว. ทั้ง 2 ราย พบว่า อยู่ในกลุ่ม "หัวตาราง" ของกลุ่มอาชีพตัวเอง และทั้งคู่ยังเป็นผู้สมัครร่วมสายที่ไปเจอกันในรอบเลือกไขว้กลุ่ม
นายอัษฎางค์ แสวงการ ผู้ถูกร้องที่ 15 เป็น สว. กลุ่ม 3 (กลุ่มการศึกษา) ได้คะแนนในรอบเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ 30 คะแนน และได้คะแนนในรอบเลือกไขว้กลุ่ม 69 คะแนน โดยมาเป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม 3 เลยทีเดียว
นายขจรศักดิ์ ศรีวิราช ผู้ถูกร้องที่ 126 ถูกเรียกขนานว่า "สว. พ่อตา" เพราะเป็นบิดาของ น.ส.ธนพร ศรีวิราช ภรรยาของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม (กธ.) เป็น สว. กลุ่ม 19 (กลุ่มผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน) ทั้งนี้นายขจรศักดิ์ สว. จากพะเยา ได้คะแนนในรอบเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพ 39 คะแนน และได้คะแนนในรอบเลือกไขว้กลุ่ม 70 คะแนน จึงได้เข้าไปทำหน้าที่ในวุฒิสภาด้วยคะแนนเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม 19 เป็นรองเพียง น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย ซึ่งได้คะแนนสูงสุดของกลุ่ม 19 และสูงสุดของประเทศ (ปัจจุบันถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปแล้ว)

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
สาระสำคัญที่ 2 สว. ไปให้การต่อคณะกรรมการสืบสวนฯ ชุดที่ 26 ตามที่ประธาน กกต. เปิดเผยเอาไว้ สรุปใจความได้ว่า พยานทั้ง 2 ปากระบุว่าตัวเองอยู่ในเหตุการณ์ "จัดทำโพย" ที่ ม.เทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยได้รับการประสานงานจากพยานรหัสที่ 16/26 (นายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส. พรรค ภท.) ให้ไปเข้าร่วมประชุมกับ "ทีมของเจ๊รวย" หรือ น.ส.สุขสมรวย วันทนียกุล ทราบว่ามี สว. หรือผู้ได้โควตาจากระบบจัดฮั้ว 2 คนคือ พยานรหัส 22/26 กับพยานรหัส 21/26 แต่เมื่อกลับมาพิจารณาถ้อยคำพยานรหัส 16/26 ไม่มีตอนไหนกล่าวถึงพยานรหัส 22/26 ที่อยู่ จ.พะเยา ว่าอยู่ในทีมเขา แต่ยืนยันว่าทีมของเขามีคนเดียวคือพยานรหัส 21/26 จาก จ.ขอนแก่น
ขณะที่พยานรหัสที่ 22/26 ก็ไม่เคยกล่าวว่ากลุ่มผู้ถูกร้องอยู่ในขบวนการ แต่บอกว่าได้รับเลือกเพราะมีการทำโพย แต่ไม่ทราบว่าใครทำให้ อ้างว่าพยานรหัสที่ 16/26 ส่งชื่อไป
ต่อมาพยานรหัสทั้ง 3 ปากได้กลับคำให้การ โดยทำหนังสือถึงประธาน กกต. แจ้งขอถอนคำให้การ ตรงนี้เองที่ทำให้ประธาน กกต. วินิจฉัยว่าพยานเหล่านี้เป็น "พยานที่ไม่น่าเชื่อถือ" และส่งผลให้ กกต. สั่งยกคำร้องนักการเมืองจากภูมิใจไทย 21 คนซึ่งตกเป็นผู้ถูกร้องที่ 187-206 (นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. กับพวก) และผู้ถูกร้องที่ 228 (นายเนวิน ชิดชอบ)
ผู้สื่อข่าวถามว่า พยานที่กลับคำให้การ ถือว่าหมดสถานะพยานลงหรือไม่ และจะถูกดำเนินคดีฐานให้การเท็จหรือไม่ นายณรงค์ตอบว่า กกต. กำลังพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรกับพยานบุคคลเหล่านี้
บีบีซีไทยติดต่อไปยังนายอัษฎางค์เพื่อสอบถามถึงเหตุผลในการกลับคำให้การ แต่เจ้าตัวระบุว่าอยู่ระหว่างการประชุมวุฒิสภา ขอติดต่อกลับในภายหลัง ก่อนจะไม่สามารถติดต่อได้ ส่วนนายขจรศักดิ์ยังไม่รับโทรศัพท์
มาตรา 65 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. เปิดทางให้ กกต. สามารถกันบุคคลซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดตาม พ.ร.ป. นี้เอาไว้เป็น "พยาน" ได้ในชั้นสืบสวนหรือไต่สวน หากปรากฏว่าการให้ข้อมูล การชี้เบาะแส หรือคำให้การของบุคคลนั้น จะเป็นประโยชน์ในการพิสูจน์การกระทำความผิดของผู้กระทำความผิดคนอื่นที่เป็น "ตัวการสำคัญ" และสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยการกระทำความผิดนั้น
ทั้งนี้ เมื่อ กกต. มีมติไม่ดำเนินคดีกับบุคคลใดแล้ว ให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาเป็นอันระงับไปด้วย
ปฏิกิริยาจากเหล่า สว. บางส่วน

ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX
ส่วนความเคลื่อนไหวของ สว. บางส่วนที่ถูกสั่งฟ้อง นายอลงกต วรกี ปฏิเสธจะตอบคำถามถึงแนวทางการต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกา โดยบอกเพียงว่า "ไม่มีความเห็น" และ "ยอมรับในการตัดสินใจของ กกต."
ไม่ว่าผู้สื่อข่าวจะยิงคำถามอะไร นายอลงกตก็กล่าวย้ำว่าทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบกฎหมาย เมื่อ กกต. มีคำสั่งฟ้อง ก็ต้องไปที่ศาลฎีกา ก็ว่ากันไปตามกระบวนการ
ส่วนที่ปรากฏภาพ สว. กอดให้กำลังใจกันในห้องประชุมวุฒิสภาวันนี้ นายอลงกตย้อนถามว่า "คุณจะให้ผมหัวเราะเขาหรือไงล่ะ ก็ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน เราก็ยึดระเบียบกฎหมายเท่านั้นเอง" และยังสอบถามผู้สื่อข่าวด้วยว่ารอพบผมคนเดียวเลยหรือนี่ ก่อนอุทานว่า "โอ้มายก๊อด"
"ผมตอบว่าเป็นไปตามระเบียบกฎหมาย ผมไม่ได้ไม่สะทกสะท้าน ยอมรับคำตัดสินของ กกต. และปฏิบัติตามที่ กกต. มีคำวินิจฉัยแค่นั้นเอง หากถามว่าดีใจไหม เสียใจไหม ผมเฉย ๆ เพราะชีวิตผ่านมาเยอะแล้ว 62 ปี เจออะไรมาเยอะ 62 ปีแล้วเฉย ๆ ย้ำว่าเฉย ๆ ไม่ได้แปลว่าไม่กลัวนะ ว่าไปตามระเบียบกฎหมาย" สว.อลงกต ซึ่งบอกว่าเป็น "ตัวเล็ก ๆ" เพราะไม่ได้เป็นประธาน กมธ. แล้ว กล่าว
นายสมหมาย ศรีจันทร์ กล่าวกับผู้สื่อข่าวด้วยท่าทียิ้มแย้ม โดยบอกว่ายังไม่มีการพูดคุยกันเรื่องคดี ยินดีในการเปลี่ยนแปลง ขอบคุณทุกท่าน ไม่ต้องห่วง เรายังทำหน้าที่ของเราอยู่ และจะทำตามกฏหมาย
"เรามาตามรัฐธรรมนูญ ก็ต้องออกไปตามรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องห่วง ขอบคุณทุกท่าน" สว.สมหมายกล่าว
ส่วน น.ส.อัจฉรพรรณ หอมรส บอกว่า ไม่กังวล และใน 26 สว. ก็ยังไม่ได้คุยกัน






























