รวมบทเรียนที่น่าประหลาดใจจากประวัติศาสตร์การคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก

Argentine star Lionel Messi holds the World Cup trophy while being carried on the shoulders of former player Sergio Agüero during the celebrations of their country's triumph in the 2022 Fifa Men's World Cup in Qatar

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, มีเพียง 8 ประเทศเท่านั้นที่เคยคว้าถ้วยฟุตบอลโลก รวมถึงอาร์เจนตินาซึ่งคว้าแชมป์มาแล้ว 3 ครั้ง
    • Author, เฟอร์นันโด ดูอาร์เต
    • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส
  • Published
  • เวลาอ่าน: 6 นาที

ความพยายามในการทำนายผลการแข่งขันฟุตบอลโลกประเภทชายที่จัดขึ้นโดยสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า นั้นไปไกลมาก โดยในตอนนี้มีทั้งการแข่งขันระหว่างซูเปอร์คอมพิวเตอร์กับเจ้ามือรับพนัน แฟนพันธุ์แท้ฟุตบอล และผู้ที่อ้างว่ามีญาณพิเศษ

แม้กระทั่งโยอาคิม เคลเมนต์ นักวิเคราะห์การเงินชาวเยอรมัน ซึ่งมีชื่อเสียงจากการทำนายผู้ชนะได้ถูกต้องในการแข่งขัน 3 ครั้งที่ผ่านมา ก็เชื่อว่าเมื่อเป็นการแข่งขันระหว่างทีมชั้นนำแล้ว หลายอย่างขึ้นอยู่กับดวง

สิ่งต่าง ๆ เช่น ฟอร์มของทีมในวันแข่งขัน การตัดสินของผู้ตัดสิน หรือโชคที่ลูกบอลเข้าประตูแทนที่จะชนเสา "ล้วนไม่สามารถคาดเดาได้เลย" เขาให้สัมภาษณ์กับบีบีซีสปอร์ต

อย่างไรก็ตาม หากอ้างอิงจากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ยังมีปัจจัยบางอย่างที่ทีมที่กำลังไล่ล่าถ้วยแชมป์อาจต้องคำนึงถึง ซึ่งบางข้อนั้นน่าประหลาดใจไม่น้อย

กลุ่มผู้ชนะกระจุกตัวอยู่ไม่กี่ทีม

จาก 84 ทีมที่เคยเข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มีเพียง 8 ประเทศเท่านั้นที่เคยคว้าถ้วยรางวัลกลับบ้าน ได้แก่ อาร์เจนตินา บราซิล อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สเปน และอุรุกวัย

มีเพียง 13 ชาติเท่านั้นที่เคยผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก โดยบางชาติสามารถทำได้บ่อยครั้ง เยอรมนีผ่านเข้าชิง 8 ครั้ง ตามมาด้วยบราซิล 7 ครั้ง และอาร์เจนตินากับอิตาลี ประเทศละ 6 ครั้ง

การก้าวเข้าสู่กลุ่มผู้ชนะนั้นเป็นเรื่องยาก ทีมหน้าใหม่ที่ทำได้คือสเปนในปี 2010 และลองนึกถึงเนเธอร์แลนด์ที่ผ่านเข้าชิงถึง 3 ครั้งแต่ไม่เคยคว้าแชมป์ได้เลย แม้ว่าเคลเมนต์จะคาดการณ์ว่าพวกเขาอาจคว้าถ้วยรางวัลฟุตบอลโลกได้สำเร็จในปี 2026

นอกจากนี้ มีเพียง 2 ครั้งเท่านั้นที่ทีมจากแอฟริกาหรือเอเชียผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ ได้แก่ เกาหลีใต้ในปี 2002 และโมร็อกโกในปี 2022

ภูมิศาสตร์ก็มีความสำคัญ

Led by captain and goalkeeper Manuel Neuer, who holds the World Cup trophy and wears a green shirt, Germany team players celebrate their triumph over Argentina in the 2014 tournament. The players are wearing medals around their necks.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, เยอรมนีเป็นทีมจากยุโรปทีมแรกที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกบนแผ่นดินละตินอเมริกา โดยเกิดขึ้นในปี 2014

นับตั้งแต่มีฟุตบอลโลกครั้งแรกของฟีฟ่าในอุรุกวัยเมื่อปี 1930 จนถึงครั้งล่าสุดที่จัดขึ้นในกาตาร์ปี 2022 การที่ทีมจะคว้าแชมป์นอกทวีปของตนเองนั้นเกิดขึ้นไม่ง่ายนัก

สิ่งนี้เกิดขึ้นเพียง 6 ครั้งจากการแข่งขันฟุตบอลโลกทั้งหมด 22 ครั้ง โดยมีเพียงบราซิลที่คว้าแชมป์นอกทวีปของตนได้ในปี 1958, ปี 1994, และปี 2002 ส่วนสเปนทำได้ในปี 2010 เยอรมนีทำได้ในปี 2014 และอาร์เจนตินาทำได้ในปี 2022

เมื่อพิจารณาเฉพาะฟุตบอลโลกที่จัดขึ้นในภูมิภาคอเมริกาใต้หรือยุโรป กฎทางภูมิศาสตร์นี้ถูกทำลายเพียง 2 ครั้งจากการแข่งขันฟุตบอลโลก 19 ครั้ง

ทีมอาจทำผลงานได้ดีกว่าเมื่อแข่งขันในทวีปของตนเอง เนื่องจากคุ้นเคยกับสภาพอากาศมากกว่า มีความเหนื่อยล้าจากการเดินทางน้อยกว่า และมีแฟนบอลสนับสนุนจำนวนมากกว่า โดยมีฟุตบอลโลกถึง 6 ครั้งที่ทีมเจ้าภาพคว้าแชมป์ไปได้

แนวโน้มทางภูมิศาสตร์นี้ยังขยายไปถึงรอบก่อนหน้าของการจัดการแข่งขันด้วย ตัวอย่างเช่น ฟุตบอลโลกที่บราซิลในปี 2014 มี 7 ประเทศจากละตินอเมริกาผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ 16 ทีมสุดท้าย ขณะที่ชาติยุโรปเข้ารอบเพียง 6 ทีมเท่านั้น แม้ว่าตามปกติแล้วทีมจากยุโรปจะผ่านเข้ารอบมามากกว่าทวีปอื่นก็ตาม

จากนั้นอีก 4 ปีต่อมาซึ่งมีการแข่งขันฟุตบอลโลกในรัสเซีย ทีมจากยุโรปตั๋วเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายไปทั้งหมด 10 ทีม ขณะที่ประเทศจากละตินอเมริกาเข้ารอบเพียง 5 ทีม และทั้ง 4 ทีมที่เข้ารอบรอบรองชนะเลิศก็ล้วนเป็นทีมจากยุโรปทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม ฟุตบอลโลกปี 2026 จะสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ โดยจะเป็นครั้งแรกที่มีเจ้าภาพ 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก และจะมีทีมเข้าร่วม 48 ทีม จากเดิม 32 ทีมตามปกติ ในจำนวนนี้มี 4 ทีมที่เข้าร่วมการแข่งขันฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรก ได้แก่ คูราเซา เคปเวิร์ด จอร์แดน และอุซเบกิสถาน ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้อาจทำลายแนวโน้มทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็เป็นได้

อันดับในฟีฟ่าจะนำโชคร้ายมาให้ทีมหรือไม่

มันเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่จะคาดหวังว่าทีมที่ทำผลงานดีที่สุดในช่วงหลังจะทำผลงานได้ดีในฟุตบอลโลก แต่หากจะนำสิ่งนี้มาเป็นเครื่องมือทำนายความสำเร็จก็ถือว่ามันยังห่างไกลความแม่นยำ

อันดับโลกของฟีฟ่าถูกจัดทำขึ้นในปี 1992 เพื่อใช้จัดวางทีมไม่ให้ทีมเต็งพบกันเองในรอบแรก อันดับดังกล่าวคำนวณจากผลการแข่งขันฟุตบอลที่ฟีฟ่ารับรอง รวมถึงนัดกระชับมิตร เพื่อเป็นตัวชี้วัดว่าทีมทำผลงานได้ดีเพียงใด เช่นเดียวกับกีฬาอื่น ๆ อย่างเทนนิส

ผู้ชนะฟุตบอลโลกแทบทั้งหมดมักมาจากทีมในอันดับ 10 ถึง 15 อันดับแรก แต่ไม่เคยมีทีมใดที่อยู่อันดับ 1 ของฟีฟ่า ณ ขณะการแข่งขันฟุตบอลโลก สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้เลย

ณ วันที่ 8 มิ.ย. แนวโน้มนี้อาจเป็นข่าวร้ายสำหรับอาร์เจนตินาซึ่งเป็นทีมอันดับ 1 ของฟีฟ่าในตอนนี้ โดยจะมีการอัปเดตอันดับล่าสุดอีกครั้งในวันที่ 11 มิ.ย. ซึ่งเป็นวันเปิดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 หลังจากหลายทีมได้ลงเล่นนัดกระชับมิตรไปแล้วรอบหนึ่ง

แชมป์เก่ามักเผชิญศึกหนักจนพ่ายแพ้

Black and white photo showing Brazil's goalkeeper Gilmar dos Santos Neves being carried on the shoulders of fans on the pitch of Chile's National Stadium during celebrations following the side's 3-1 win against the former Czechoslovakia in the final.

ที่มาของภาพ, Bettmann Archive/Getty Images

คำบรรยายภาพ, นับตั้งแต่คว้าถ้วยฟุตบอลโลกได้ในปี 1962 บราซิลยังคงเป็นทีมล่าสุดที่สามารถป้องกันแชมป์ฟุตบอลโลกได้สำเร็จ

มีหลายประเทศที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมากกว่า 1 ครั้ง โดยบราซิล เยอรมนี อิตาลี และอาร์เจนตินา สามารถคว้าแชมป์รวมกันได้ทั้งหมด 16 สมัย แต่การรักษาแชมป์นั้นเป็นเรื่องยาก

ตลอดประวัติศาสตร์ของการแข่งขันฟุตบอลโลก มีเพียง 2 ประเทศเท่านั้นที่สามารถคว้าแชมป์ติดต่อกันได้ ได้แก่ อิตาลีในปี 1934 และ 1938 และบราซิลในปี 1958 และ 1962

ชัยชนะมักมาก่อนความล้มเหลว

France footballer Zinedine Zidane lies face down on the pitch of the Incheno Stadium in Seoul, South Korea, during his side's 2-0 defeat to Denmark in the 2002 World Cup.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, ฝรั่งเศสในฐานะแชมป์เก่าในปี 1998 ต้องตกรอบรอบแบ่งกลุ่มไปในปี 2002

อันที่จริง ในช่วงหลัง ๆ มานี้ โดยรวมแล้วฟุตบอลโลกมักไม่ค่อยเป็นใจกับทีมแชมป์เก่านัก

นับตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา จาก 6 ทีมที่เป็นแชมป์ในการแข่งขันรอบก่อนหน้า มีถึง 4 ทีมที่ไม่สามารถผ่านรอบแบ่งกลุ่มได้เลย ยกเว้นบราซิลที่เป็นแชมป์ในปี 2002 และไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศในปี 2006 รวมถึงฝรั่งเศสซึ่งเป็นแชมป์ในปี 2018 และได้รองแชมป์ในปี 2022

จนถึงตอนนี้ ทีมที่มีโค้ชเป็นชาวต่างชาติยังไม่เคยคว้าแชมป์ได้

Carlo Ancelotti receives a yellow and green Brazilian national team shirt from president of the Brazilian Football Confederation (CBF), Samir Xaud on 26 May 2025 in Rio de Janeiro, Brazil. Both men are wearing suits and ties, and smiling.

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, หลังจากไม่สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ตั้งแต่ปี 2002 ทีมบราซิลได้ดึงตัว คาร์โล อันเชล็อตติ โค้ชชาวอิตาลีชื่อดังเข้ามาช่วยทีม

การจ้างโค้ชชาวต่างชาติไม่ใช่เรื่องใหม่ในฟุตบอลโลก จำนวนทีมที่พึ่งพาผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติมีจำนวนเพิ่มขึ้นในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยกำลังจะเกิดเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลในปี 2026 เนื่องจากมี 27 จากทั้งหมด 48 ทีม ที่มีโค้ชเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งรวมถึงทีมแชมป์เก่าอย่างบราซิลและอังกฤษที่จะมี คาร์โล อันเชล็อตติ โค้ชชาวอิตาลี และ โธมัส ทูเคิล โค้ชชาวเยอรมัน เป็นผู้คุมทีมตามลำดับ แต่ปัญหาคือ ยังไม่เคยมีทีมใดที่มีโค้ชต่างชาติสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้เลย

ปัจจัยชวนสงสัย: บาเยิร์น มิวนิก และอินเตอร์ มิลาน

Lautaro Martinez is seen sliding on his knees with his arms out to celebrate Argentina's penalty shoot-out victory over the Netherlands in the quarter-finals of the 2022 Fifa World Cup

ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

คำบรรยายภาพ, เลาตาโร มาร์ติเนซ ผู้เล่นของทีมอินเตอร์ มิลาน เป็นส่วนหนึ่งของทีมอาร์เจนตินาที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกฟีฟ่าในกาตาร์ปี 2022

นี่อาจเป็นหนึ่งในสถิติฟุตบอลโลกที่แปลกประหลาดที่สุด โดยในการแข่งขันฟุตบอลโลก 11 ครั้งหลังสุด มีทีมที่มีผู้เล่นจากสโมสรบาเยิร์น มิวนิก ของเยอรมนี หรืออินเตอร์ มิลาน ของอิตาลี หรือทั้งจาก 2 สโมสร

นับตั้งแต่ปี 1982 เป็นต้นมา มีเพียง 2 ครั้งเท่านั้น คือปี 1986 และปี 2010 ที่ทีมซึ่งไม่มีผู้เล่นจาก 1 ใน 2 ของสโมสรฟุตบอลเหล่านี้สามารถคว้าแชมป์ได้

จากรายชื่อผู้เล่นอย่างเป็นทางการที่ฟีฟ่าเผยแพร่ ระบุว่าฟุตบอลโลกปี 2026 มี 15 ทีมจากทั้งหมด 48 ทีมที่มีผู้เล่นจากสโมสรบาเยิร์น มิวนิก หรือสโมสรอินเตอร์ มิลาน หรือจากทั้งสองสโมสร เช่น ทีมระดับแนวหน้าอย่างเยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ และอาร์เจนตินาที่เป็นแชมป์เก่าสมัยที่แล้ว